การทำงานร่วมกันอยุ่ร่วมกันอย่างมีความสุข เค้าทำกันยังไง

การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่า 1 คน โดยที่สมาชิกทุกคนนั้นจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันจะทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน มีการวางแผนการทำงานร่วมกันการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญในทุกองค์กรการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงานการทำงานเป็น
ทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี
ลักษณะของทีม ลักษณะที่สำคัญของทีม 4 ประการ ได้แก่%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86

1. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกันในกิจการของกลุ่ม / ทีม ตระหนักในความสำคัญของกันและกัน แสดงออกซึ่งการยอมรับ การให้เกียรติกัน สำหรับกลุ่มขนาดใหญ่มักมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายมากกว่าการติดต่อกันตัวต่อตัว2. มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของทีม / กลุ่ม โดยเฉพาะจุดประสงค์ของสมาชิกกลุ่มที่สอดคล้องกับองค์การ มักจะนำมาซึ่งความสำเร็จของการทำงานได้ง่าย
3. การมีโครงสร้างของทีม / กลุ่ม หมายถึง ระบบพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามกฏหรือมติของกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (Informal Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมีกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ มีความสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกด้วยกัน
4. สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแต่ละทีม / กลุ่ม จะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของกลุ่ม รวมทั้งความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยจีการจัดแบ่งบทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบ กระจายงานกันตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของสมาชิก การทำงานเป็นทีมเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะผลักดันให้ท่านเป็นผู้นำที่ดี ถ้าท่านประสงค์ที่จะนำทีมให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ท่านจำเป็นต้องค้นหาคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมให้พบระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของทีม แล้วจึงนำเอากลยุทธ์ในการสร้างทีมเข้ามาใช้เพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จ

พิษตะขาบ และการแก้พิษ อ.แดน หมอสมุนไพร

ตะขาบสามารถมีอายุได้มากกว่า 5 ปี และมีการลอกคราบเหมือนสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป โดยทั่วไปเรามักไม่พบตะขาบในเวลากลางวัน นอกจากรังของมันจะถูกรบกวนหรือถูกทำลาย เช่น การรื้อกองดิน กองไม้ หรือมักพบได้บ่อยในกรณีน้ำท่วม บางคนหลงเข้าใจผิดว่าหากตะขาบตัวขาดแล้วจะตายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ตัวจะถูกตัวขาดเป็น2 ท่อน แต่ส่วนหัวหรือส่วนหางก็สามารถเคลื่อนไหวได้ และอาจถูกต่อยหากเผอไปจับ
%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99
โดยทั่วไปพิษของตะขาบไม่สามารถทำให้คนเราเสียชีวิตได้ แต่ทำให้เกิดอาการของพิษเล็กน้อยเท่านั้น ลักษณะของแผลที่ถูกตะขายต่อยจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทง พิษของตะขาบประกอบด้วยสาร hydroxytryptamine หรือ cytolysin ที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการปวด ชา อักเสบ และบวม แดง บริเวณที่ถูกกัด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวเกิดการอักเสบ และขาดเลือด จนถึงทำให้เนื้อเยื่อตายในที่สุดหากไม่ได้รับการถอนพิษออก

ทั้งนี้ หากเกิดการต่อยในเด็ก อาการของพิษจะมีลักษณะบวมแดง และปวดมากกว่าผู้ใหญ่ จนอาจทำให้เกิดอาการเป็นไข้ร่วมด้วย นอกจากนั้น ยังมีรายงานทางการแพทย์ที่พบผู้เสียชีวิตจากการนำตะขาบทั้งตัวมา ดองเหล้าดื่ม และทำให้เกิดการเสียชีวิต เพราะเป็นสาเหตุให้อวัยวะภายในได้รับพิษโดยตรง และเกิดการล้มเหลวของการทำงานบริเวณอวัยวะ และบริเวณไกล้เคียง ซึ่งเป็นภาวะการเสียชีวิตจากอวัยวะภายในได้รับพิษ

การปฐมพยาบาล และการถอนพิษ
หากโดนตะขาบต่อยให้รีบทำการปฐมพยาบาลขั้นต้น ดังนี้
1. ทำการล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาล้างแผล และประคบด้วยน้ำแข็ง
2. อาจใช้แก้ปวดรับประทาน โดยควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ในการกดประสาทรุนแรง
3. หากได้รับพิษมากหรือมีอาการปวดรุนแรง ให้รีบนำส่งแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

นอกจากนั้น มีรายงานการใช้สมุนไพรบางชนิดในการลดพิษ เช่น รางจืด น้ำมะนาว และยางมะละกอดิบที่สามารถลดพิษ และอาการปวดของพิษตะขาบได้สำหรับรางจืดอาจใช้ใบหรือลำต้นบดหรือฝนให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อยประคบบาดแผล รวมถึงการต้มน้ำด่ืม ส่วนน้ำมะนาวควรใช้มะนาวพันธุ์ที่ให้รสเปรี้ยวจัด เพราะฤทธิ์ของกรดจะสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสารพิษได้ส่วนยางมะละกอเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นเอนไซม์สามารถทำปฏิกิริยากับพิษได้เช่นกันจึงนิยมนำมาถอน และบรรเทาอาการของพิษต่างๆ สำหรับการใช้ทั้งน้ำมะนาว และน้ำยางมะละกอให้ใช้ทาบริเวณแผลโดยตรงเท่านั้น

การป้องกันพิษตะขาบ
หลักการป้องกันพิษจากตะขาบที่สำคัญก็คือการระมัดระวังตัวจากตะขายนั่นเอง โดยเฉพาะการหยิบจับสิ่งของที่อยู่ในที่มิดมืด ในร่องในรูต่างๆ ที่อาจมีตะขาบอาศัยอยู่ รวมไปถึงการสวมใส่เสื้อผ้า รองเท้า หมวกหรือเครื่องสวมใส่ร่างกายต่างๆ ซึ่งต้องตรวจสอบก่อนทุกครั้งหากจะสวมใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์สวมใส่ที่เก็บทิ้งไว้นานๆในช่วงหน้าฝนหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ควรต้องระวังในเรื่องสัตว์ที่มีพิษเป็นพิเศษ เพราะหากฝนตกหนักมักจะทำให้สัตว์มีพิษเหล่านี้หนีน้ำขึ้นหาที่สูงเพื่อหลบอาศัย โดยเฉพาะตามบ้านเรือนไกล้น้ำ ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง และสอดส่องเป็นพิเศษ

วิธีจัดการกับความคิดถึง เพื่อชีวิตที่จะต้องก้าวต่อไป

บางครั้งการที่มีใครสักคนคิดถึงเราเป็นสิ่งที่ดีแต่บางทีการที่เราคิดถึงใครมากไปก็แย่เหมือนกันน้า…..ถ้าหากว่าความคิดถึงนั้น คิดถึงเท่าไหร่ก็ไม่ไปถึงเค้าคนนั้นสักทีต้องเก็บเอาไว้อยู่แต่ภายในใจ ไม่สามารถที่จะส่งผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปให้กับเค้าได้รับรู้ถ้าหากเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไรดี..ระหว่าง…%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a2บอกเค้าไปเลยว่าเราคิดถึง จะเก็บไว้ทำไมล่ะ ก็ความคิดถึงมันไม่ได้ทำร้ายใครสักหน่อย การที่เรารู้สึกดีกับคนๆหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสักหน่อยแต่ถ้าหากว่าเค้ามีคู่อยู่แล้วจะทำยังไง ถ้าขืนจะไปบอกเค้าตรงๆก็เกรงใจคนที่อยู่ใกล้ตัว
เพราะฉะนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเลือกข้อถัดไป นั่นก็คือ..

เก็บเอาไว้เงียบๆคนเดียว แค่ได้คิดถึงก็พอแล้ว ถึงแม้ความคิดถึงจะไปไม่ถึง แต่ก็ยังรู้สึกดีที่ได้คิดถึง เอ๊ะ! ชักจะงงซะแล้วสิ “ความคิดถึงไปไม่ถึงแต่รู้สึกดีที่คิดถึง”ก็จะไม่ให้รู้สึกดีได้ไงละ เพราะการที่เรานึกถึงคนๆหนึ่ง นั่นหมายความว่าเรากำลังคิดถึงเรื่องราวดีๆ สิ่งดีๆ ภาพความทรงจำๆดีของเค้าอยู่ ก็คิดแต่เรื่องราวดีๆอย่างนี้ จะไม่ให้รู้สึกดีได้ไงเนอะแต่ในขณะเดียวกัน ถ้าความคิดถึงมันมีมากเกินจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่ แทบจะล้นทะลักออกมาข้างนอก จะทำยังไงดีละเนี้ย???
ชักเป็นปัญหาหนักอกของใครหลายๆคนแล้วล่ะสิ

งั้นเรามาหาวิธีแก้กัน
ข้อแรก ตั้งสติ อันนี้พูดจริงๆนะ ตั้งสติ ใจเย็น สูดลมหายใจเข้าลึกๆสักสิบครั้ง แล้วลองหยุดนิ่งดู ถ้าความคิดถึงเราไม่มากนัก ก็สามารถหยุดได้ ณ ขั้นตอนนี้ แต่ถ้าหากวิธีนี้ไม่สามารถหยุดได้ เราไปดูข้อที่สองกัน

ข้อสอง บอกตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไร พยายามเอาความรู้สึกไปจับกับสิ่งนั้น แล้วก็เอาความคิดถึงใส่ไปในสิ่งที่เรากำลังทำ ข้อนี้ นอกจากจะเป็นการปลดปล่อยอ้อมๆแล้ว งานที่เรากำลังทำยังออกมาดีอีกด้วยนะเออ เพราะการที่เราทำอะไรด้วยความรู้สึกดีๆแล้วเนี้ย งานก็จะง่ายขึ้น จริงมั้ย?
แต่ถ้าหากความคิดถึงมีมากจนวิธีนี้เอาไม่อยู่ งั้นดูข้อถัดไปกัน

ข้อสาม ออกกำลังกาย อันนี้ช่วยได้มากๆเลยน้า ใครไม่เคยทำลองไปทำดู ยิ่งออกแรงเยอะ ยิ่งปลดปล่อยความคิดถึงออกไปได้มาก คิดถึงมากเท่าไหร่ ก็ออกกำลังกายไปเท่ากับความคิดถึงเลย แล้วเราจะเห็นผลลัพธ์ของความคิดถึงว่าทำให้เราดูดีขึ้นมามากขนาดไหน นอกจากหยุดความคิดถึงที่ฟุ้งซ่านแล้ว จะได้สุขภาพดีๆ และร่างกายที่สวยงามกลับมาด้วยนะจ๊ะ แต่ถ้าหากความคิดถึงยังคงมากมายมหาศาลเหลือเกิน จนการออกกำลังกายก็ไม่สามารถต้านทาน ขอแนะนำข้อสุดท้ายเลยจ้า

ข้อสี่ นั่งสมาธิ อันนี้หลายคนพออ่านถึงกับไม่อยากอ่านต่อ แต่อยากจะบอกว่าของเค้าดีจริงๆนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรมา เจอวิธีรักษาวิธีนี้เข้าไป หายทุกราย แต่วิธีนี้เป็นความสามารถส่วนบุคคล ไม่มีใครสามารถช่วยใครได้ ต้องช่วยตัวเองเท่านั้นจ้า ใครมีสมาธิดีตั้งจิตให้สงบได้ก็หาย แต่ถ้าใครทำไม่ได้จะยิ่งฟุ้งซ่านนะเออ แต่ยังไงแล้ว วิธีนี้ก็ไม่ยากเกินความสามารถของผู้อ่านทุกท่านหรอกคะ ลองทำดู นอกจากจะระงับโรคของความคิดถึงได้แล้ว ยังทำให้เรามีจิตใจที่ดีงาม สงบ แล้วยังช่วยให้การทำงานและการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นไปอย่างปกติและราบรื่นอีกด้วย

โจรแสบรูปแบบใหม่! ลอบเอาขวานฟัน “เสาบ้าน” ยกหนีไปทั้งต้น

โจรแสบลอบเอาขวานฟัน “เสาบ้าน” ยกหนีไปทั้งต้น พบประวัติเสพยาบ้า และพัวพันขบวนการค้าไม้(15 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โจรสุดแสบอุกอาจ ขโมยเสาบ้านของ นายบุญธรรม แสนสามารถ อายุ 57 ปี อาสาสมัครรักษาดินแดน สังกัดกองร้อย อสจ.นครพนม ที่ 1 เหตุเกิดช่วงเย็นของวันที่ 14 กันยายน 2559%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99โดยหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทางเจ้าของบ้านให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ปกติบริเวณหน้าบ้านของตนซึ่งเป็นบ้านไม้ยกสูง จะมีเสาไม้แดง หน้าบ้านที่ใช้ค้ำหลังคา ระเบียงหน้าบ้าน ขนาดความสูงประมาณ 5 เมตร เส้นรอบวงประมาณ 30 เซนติเมตร ได้หายไปจากหน้าบ้าน

ตรวจสอบมีร่องรอยการใช้ขวานฟันตรงโคนเสา ก่อนยกหนีไป เหลือเพียงชิ้นส่วนเศษไม้ทิ้งไว้ คาดว่าคนร้ายอาศัยจังหวะไม่มีคนอยู่ช่วงกลางวัน เนื่องจากเจ้าของบ้านไปทำงานเข้าเวร ส่วนภรรยากับลูกไปทำสวน พอกลับมาพบว่า เสาบ้านหาย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี
ภายหลัง พ.ต.ท.มนตรี ฉิมพาลี สารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม ได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่ติดตามหาผู้กระทำผิด จนกระทั่งสามารถจับกุมคนรายได้ ทราบชื่อคือ นายพันนา น้อยเภา อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 205 หมู่ 4 บ้านโพนตูม ต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม พร้อมของกลางเสาบ้านไม้แดง ที่หายไป และรถจักรยานยนต์ ที่ใช้กระทำผิด ซึ่งนำไปซุกซ่อนไว้ในป่าใกล้หมู่บ้าน

โดยผู้ต้องหา สารภาพว่า ได้ไปลักลอบตัดเสาบ้านจริง ถือโอกาสในช่วงไม่มีคนอยู่บ้าน ใช้ขวานฟันตรงโคนเสาจนขาดและหาทางถอดออกจากคานหลังคาระเบียง และใช้วิธีการขนย้ายด้วยรถจักรยานยนต์ ที่แต่งไว้สำหรับขนไม้โดยเฉพาะ ทำไปเพราะต้องการเงินไปซื้อยาบ้าเสพ ซึ่งได้ติดต่อขายให้กับคนรู้จักประมาณ 2,000 บาท แต่ถูกจับเสียก่อน

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา พบว่าเป็นผู้ติดยาเสพติด มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาบ้า และเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการค้าไม้ ในพื้นที่อุทยานภูพานน้อย ในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม ซึ่งมีปัญหาการลักลอบตัดไม้หวงห้ามบ่อยครั้ง และจะได้เร่งขยายผลสืบสวนติดตามผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหา ทางตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหา เสพยาเสพติดประเภท 1 ยาบ้า และ ลักทรัพย์ในเคหสถาน พร้อมฝากเตือนชาวบ้านให้ระมัดระวังแก๊งมิจฉาชีพ รวมถึงทาสยาเสพติด ที่เป็นภัยสังคม

เด็กสาวนักล่าสัตว์ที่เคยโดนชาวเน็ตถล่ม โดนนักข่าวจัดหนัก ระหว่างให้สัมภาษณ์

เด็กหญิงวัยรุ่นอเมริกันที่เคยเป็นข่าวใหญ่ หลังโพสต์อวดฝีมือการล่าสัตว์ป่าและยืนยันจะไม่หยุดล่า ถูกนักข่าวตอกกลับระหว่างออกรายการ%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8cอาเรียนน่า เกอร์ดิน เด็กสาววัย 12 ปี ชาวอเมริกัน ซึ่งเคยโดนชาวเน็ทรุมต่อว่าอย่างหนักเมื่อเร็วๆ นี้ หลังเธอถ่ายภาพคู่กับสัตว์ป่าที่เธอยิง ซึ่งเป็นภาพที่รุนแรงสำหรับคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก และความภูมิใจของเธอเกี่ยวกับการล่าสัตว์ป่านี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากทั่วโลก โดยพวกเขาเรียกเธอต่างๆนานาๆ ว่า “ฆาตกร” บ้าง “ปีศาจ” บ้าง และ “คนน่ารังเกียจ”

แต่ อาเรียนน่า ที่มักจะออกทริปล่าสัตว์กับพ่อของเธอ ยืนยันว่า “ฉันเป็นนักล่า และไม่ว่าใครจะว่ายังไง ฉันก็จะไม่หยุด”โดยในการออกล่าสัตว์ที่แอฟริกาใต้ อาเรียนน่าและพ่อของเธอได้ล่าสัตว์ไปจำนวนมาก เช่น ยีราฟ และม้าลาย และบางครั้งก็ส่งสัตว์ที่ล่าได้กลับมายังบ้านของเธอในรัฐยูท่าห์ด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน อาเรียนน่า และ พ่อของเธอ ได้พูดคุยกับ เพียร์ มอร์แกน ผุ้ดำเนินรายการ Good Morning Britain ของช่อง ITV โดยอาเรียนน่าได้อธิบายกับผู้ดำเนินรายการว่าเธอรู้สึกสงสารต่อสัตว์ที่เธอฆ่าแต่เธอจะไม่หยุดการออกทริปล่าสัตว์ “ฉันชอบการล่าสัตว์ เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับครอบครัวของเธอมาเป็นเวลานาน” และอาเรียนน่ายังเสริมว่า “และฉันชอบรสของเนื้อสัตว์ที่ฉันล่ามาด้วย”

และเมื่อพูดถึงการถูกขู่ฆ่าจากคนที่ไม่พอใจในการกระทำของเธอ อาเรียนน่าตอบว่า “ฉันเสียใจมากที่มีคนเห็นว่าชีวิตสัตว์สำคัญกว่าคน” และเธอยังกล่าวว่าการล่าสัตว์เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากกระทำกัน และมันไม่มีทางจะหยุด โดยที่พ่อของเธอเองก็สนับสนุนสิ่งที่ลูกสาวคิดขณะที่ เพียร์ มอร์แกน ผู้ดำเนินรายการรู้สึกช็อคกับคำตอบของเด็กสาว เขาจึงถามกลับไปว่าแล้วเธอจะรู้สึกอย่างไรถ้ามีใครสักคนมาล่าแมวของเธอ

อาเรียนน่า จึงตอบด้วยความโกรธว่า “อะไรกัน ! คุณคิดว่าฉันไม่ควรเลี้ยงแมวเพราะว่าฉันออกไปล่าสัตว์หรือ” และพ่อของเธอก็แสดงความเห็นว่าผู้ดำเนินรายการถามแบบนี้เพื่อหลอกล่อลูกสาวของเขา และยืนยันว่าพวกเขาไม่เคยมีความคิดจะฆ่าสัตว์เลี้ยงของใครเพียร์ มอร์แกน จึงปิดการสัมภาษณ์โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมเชื่อว่าพวกเขาคงไม่ฆ่าสัตว์เลี้ยงของใคร แต่ถ้าเขาทำจริง เขาก็คงทำด้วยความสงสาร”

ได้ใจประชาชน! ตำรวจโกยกองเลือดบนถนน ไม่สนแม้ตัวเองเปื้อน

(12 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดบัติเหตุนักท่องเที่ยวจีนขี่รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะส่งสินค้า ที่ถนนสายทวีราษฎร์ภักดี (สายรอบเกาะ) ช่วงระหว่างบ้านเฉวง ต.บ่อผุด รอยต่อกับบ้านละไม ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้นักท่องเที่ยวชายชาวจีนเสียชีวิต 1 ราย ส่วนแฟนสาวชาวจีนที่นั่งซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส และรถโรงพยาบาลกรุงเทพสมุยได้นำร่างของนักท่องเที่ยวทั้ง 2 รายส่งโรงพยาบาล%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเฟซบุ๊กเพจ รวมพลคนสมุย ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Waara Watcharapan ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายระบุว่า ในจุดที่เกิดเหตุมีเลือดจำนวนมากของผู้บาดเจ็บไหลนองอยู่เต็มพื้นกลางถนน และมีการจราจรติดขัดรถไม่สามารถวิ่งผ่านได้ 1 ช่องทางจราจร ตำรวจจราจรที่อยู่ในที่เกิดเหตุนายหนึ่งได้ตัดสินใจนำขวดพลาสติกตัดครึ่งแล้วนำมาตักเลือดที่กองอยู่บนถนนไปทิ้งโดยไม่แสดงความกลัวหรือรังเกียจ จนเนื้อตัวของตำรวจเองเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เมื่อตนช่วยนำน้ำมาล้างเลือดให้ตำรวยนายนี้ยังไหว้ขอบคุณอย่างสุภาพ สร้างเสียงชื่นชมจากชาวบ้านและชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก

สำหรับตำรวจนายนี้ทราบชื่อว่า ส.ต.ท.วิทวัส จันทบูรณ์ เป็นนักเรียนนายสิบตำรวจภูธรภาค 8 รุ่นที่ 4 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ป้องกันปราบปราม (ปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับหมู่งานจราจรฯ) สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำไปไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากห่วงว่าจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำ เนื่องจากต้องปิดช่องจราจร และกลัวประชาชนจะไม่สบายใจหากเลือดติดล้อกลับไป

5 ข้อควรรู้ก่อนทาน “ทุเรียน” ทานไม่ระวังเสี่ยงเสียชีวิต

ช่วงนี้อากาศบ้านเราร้อนจริงๆ ว่าไหมคะ มีข่าวคนเสียชีวิตจากอากาศร้อน หรือ ฮีทสโตรก ก็มากมาย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยทีเดียว (อ่าน “4 โรคอันตราย ที่มาพร้อม แดด และ อากาศร้อนอบอ้าว” และ “6 กลุ่มเสี่ยง “โรคลมแดด” ร้อนถึงตาย อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม” ที่นี่) แต่สิ่งที่ดีของอากาศร้อนคือ ผลไม้หน้าร้อนผลิดอกออกผลให้เราเลือกทานมากมาย โดยเฉพาะ “ทุเรียน”ทุเรียนแต่ทราบหรือไม่คะว่า ทุเรียน ถึงจะอร่อยดีมีประโยชน์ แต่หากไม่ถูกวิธีก็เป็นอันตรายต่อชีวิตได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก่อานทานทุเรียน เรามาอ่าน “5 ข้อควรรู้ก่อนทานทุเรียน” กันก่อนดีกว่าค่ะ1. ทุเรียน เป็นผลไม้ที่แคลอรี่สูง เพราะทุเรียน 4-6 เม็ด ให้ปริมาณแคลอรี่ถึง 400 กิโลแคลอรี่ เทียบเท่าน้ำอัดลม 2 กระป๋อง หรือข้าว 1 จานเต็มๆ เพราะฉะนั้นทานเพลินระวังน้ำหนักขึ้นนะเออ

2. ทุเรียน มีปริมาณน้ำตาลสูงมากอีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยง (อ่าน “หยุดแชร์! ทุเรียน ลดเบาหวาน เสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูง” ที่นี่)3. นอกจากผู้ป่วยโรคเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง หัวใจ เส้นเลือด และไขมันในเลือด ควรทานทุเรียนให้น้อยที่สุด

4. ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน ทานเพียวๆ ก็มีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว หากทานพร้อมกับแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ก็ตาม จะยิ่งทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น ร่างกายจะเกิดความร้อนสูง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้5. ในเมื่อทุเรียนให้พลังงานสูง ดังนั้นมื้อใด หรือวันไหนที่ทานทุเรียน ควรหลีกเลี่ยงอาหารอื่นๆ ที่ให้พลังงานสูงด้วยเช่นกัน เช่น อาหารประเภททอด อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ อาหารหวานมันอื่นๆ หรือลองลดปริมาณอาหารลงส่วนหนึ่งในมื้อถัดไป ถ้าเป็นไปได้ควรออกกำลังกายเพิ่มด้วย เพื่อเผาผลาญพลังงานที่ได้รับเพิ่มเข้าไป

เราไม่ได้ห้ามว่า ห้ามทานทุเรียน แต่ก่อนทานทุเรียนจะต้องมีสติให้มากๆ รู้ตัวว่าทานไปมากเท่าไรแล้ว ห้ามปากห้ามใจตัวเองได้ พร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากทำได้ตามนี้ รับรองว่าทานทุเรียนได้อิ่มอร่อย ปลอดภัยต่อร่างกาย ไม่มีเรื่องต้องกังวลใจแน่นอนค่ะ

ลำปางยึดไม้เถื่อนเต็มลำคารถปาเจโร่กลางป่า

อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ยึดไม้เถื่อนเต็มลำ คารถปาเจโร่กลางป่า คนร้ายหนีไปได้ไม้เถื่อนที่บริเวณที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทที่ 2 (กิ่วลม) ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง นายพีระเมศร์ ตื้อตันสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ศปทส.ภ 5 ลำปาง, ตชด.33 เชียงใหม่, เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ลำปาง ได้ทำการตรวจสอบรถยนต์แวน ยี่ห้อมิตซูบีซิ ปาเจโร่ รุ่นเก่า สีแดง ไม่ปิดแผ่นป้ายทะเบียน แต่มีหลักฐานป้ายวงกลมติดกระจกหน้ารถ หมายเลขทะเบียน ขง 8664 เชียงใหม่

ส่วนในรถพบว่ามีการตัดแปลงตัดเอาเบาะที่นั่งด้านหลังออกทั้งหมด รวมทั้งผ่าท้ายรถ ภายในรถมีไม้ประดู่แปรรูปเป็นท่อนเหลี่ยมขนาดใหญ่ ทั้งหมด 8 ท่อนเหลี่ยม ซุกซ่อนอยู่ ส่วนผู้ต้องหาซึ่งเป็นมอดไม้ที่อาศัยมากับรถยนต์ของกลาง ได้ทิ้งรถหลบหนีเข้าป่าหายไปทั้งหมด จุดเกิดเหตุที่บริเวณข้างลำห้วยแป๋น

ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ทรายคำ หมู่ 5 ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึด รถยนต์ และไม้ของกลาง เก็บรักษาที่หน่วยหน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.39 (ห้วยหลวง) ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อส่งคดีต่อพนักงานสอบสวน สภ.แจ้ห่ม ต่อไป

ความขัดแย้งในการทำงาน วิธีแก้ไขความขัดแย้งในทีมงาน

ความขัดแย้งเป็นประเด็นอมตะเพราะตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมาเราย่อมเจอความขัดแย้งเสมอ เพราะเมื่อมีคนที่มีความแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมกันโดยเฉพาะมาทำงานร่วมกัน มักเกิดความขัดแย้งขึ้น หากเอ่ยถึงความขัดแย้ง จะมีมุมมองด้วยกัน 2 มุมมอง คือเอาเลยมั้ย

1. มองว่าตัวความคิดคือตัวเรา ถ้าใครคิดไม่เหมือนก็ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เป็นศัตรูกับเราโดยตรง มุมมองลักษณะอย่างนี้จะทำให้การบริหารความขัดแย้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก และเป็นมุมมองของการต่อสู้ ฟาดฟันกัน

2. มองว่าจริงๆ แล้วมันมีความจริงอยู่ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกที่สุด คือทุกอย่างเป็นความจริงอันนี้ก็จริงอันนั้นก็จริง ไม่มีอะไรถูกทีสุด เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหากันก็แค่เอามาแสดงออก แล้วสามารถทะเลาะกันบนโต๊ะได้ พอจบจากโต๊ะไปก็สามารถนั่งกอดคอ กินข้าวกันได้

สาเหตุของความขัดแย้งมีด้วยกันหลากหลาย ตัวอย่างเช่น

1. ความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ ทั้งส่วนบุคคล ส่วนสถาบัน
2. ความขัดแย้งในการยึดมั่นกับความคิดของตัวเองมากเกินไป
3. ความขัดแย้งที่เกินจากการแยกไม่ออกระหว่างเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวม
4. ความขัดแย้งเรื่องไม่สามารถเข้าใจในวิธีคิด ระเบียบวิธีคิด และบุคลิกลักษณะนิสัยของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
5. ความขัดแย้งที่เกิดจากการขาดสติ เวลาเกิดความผิดก็พยายามปกป้องหน้าตาตัวเองด้วยการแสดงออก สร้างความถูกต้อง ยกเหตุผลต่างๆ นานามาอ้างมากมายเพื่อให้ตัวเองถูก

แก้ปัญหาความขัดแย้งในทีมการทำให้เห็นภาพงานตรงกัน แก้ไขความขัดแย้งได้
การบริหารงานตามแนวตะวันตก แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบ่งแยกแล้วปกครอง คือ เป็นการแบ่งแยกเพื่อสร้างความขัดแย้งในปริมาณที่เล็กน้อย ให้เป็นพลังขับดันในสิ่งที่ดีกว่า เหมือนกับว่าแตกแล้วโต โตแล้วแตกมีการแข่งขันกันภายในองค์กรเล็กๆ น้อยๆ แต่งานนี้ต้องอาศัย Project Manager คือคนที่มาบริหารตรงจุดนี้ต้องเปลี่ยนพลังความขัดแย้งมาเป็นพลังทางบวก นี่คือวิธีบริหารงานแบบแรก
2. ปกครองแบบทำให้สมาชิกในทีมเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จให้จงได้

ในความจริงแล้วเราไม่อาจจะบอกได้ว่าองค์กรนี้ปกครองแบบนี้ องค์กรนั้นปกครองแบบไหน เพราะความจริงแล้วมันเป็นศาสตร์ และศิลปะของผู้นำองค์กรที่จะใช้สถานการณ์ไหนกับบุคคลแบบนี้ เหตุการณ์แบบนี้ ในการทำงานเป็นทีมนั้นจะมีสัญญาณในเวลาที่จะเกิดความขัดแย้งภายในขึ้นมา แล้วเราต้องบริหารความขัดแย้งในอยู่ในระดับที่เหมาะสม มันจะต้องมีตัวชี้วัดว่าเมื่อไหร่ที่เป็นสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้น

พูดถึงปูนา อาหาร อีสานบ้านเรา นายฮ้อยแดน

ในภาคอีสานบ้านเรา ถ้าพูดถึงปูนา หรืออยากนำปูนามาประกอบอาหาร ก็แค่หยิบเสียมไปขุดเอาตามท้องไร่ท้องนา ใกล้ๆคันแทนา หรือ คูนา คูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้เนื่องจากมีการใช้สารเคมีมากขึ้น ทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว ปูเริ่มหายากมากยิ่งขึ้น จนทำให้เกษตรกรบ้านเราเกิดไอเดียปิ๊งๆ ที่อีสานร้อยแปดเราจะมานำเสนอในวันนี้ นั่นก็คือการเลี้ยงปูนา เพื่อขายเป็นอาชีพ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวปูนาโดยธรรมชาติของปูนาแล้ว ในช่วงฤดูฝนใหม่ปูก็จะออกมาจับคู่ หากินในท้องนา สะสมอาหาร ตัวเมียก็จะเริ่มตั้งท้องประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือน กรกฎาคม ปูตัวเมียจะมีไข่ในท้องประมาณ 500-1,000 ฟอง ช่วงนี้หากเรานำแม่ปูมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ มันก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเติบโตให้เรานำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้

การสร้างบ่อซีเมนซ์เพื่อเลี้ยงปูนา
ในการทำบ่อซีเมนซ์สำหรับเลี้ยงปูนาแล้วแต่ความสะดวกของเกษตร โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมทำขนาด 2×3 เมตร จะทำเป็นแบบเทพื้นปูน หรือจะเลี้ยงแบบพื้นดินก็ได้ แต่แนะนำให้ทำแบบพื้นปูนแล้วใส่ดินหน้าประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อให้ปูได้ขุดรู โดยการใส่ดินเข้าไปในบ่อนั้น เทดินแบบลาดเอียง อีกข้างนึงมีน้ำ เลียนแบบบ่อธรรมชาตินั่นเอง หรือจะเทดินทั้งหมด แล้วใส่น้ำในกะละมังก็ได้ แล้วแต่สะดวก

ปลูกพืชพรรณไม้น้ำเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของปูนา อาทิ ผักบุ้ง ผักตบชวา ทำการต่อสปริงเกอร์ หรือ ถ้าไม่มีก็สามารถใช้สายยางธรรมดาเตรียมไว้คอยฉีดน้ำให้บ่อชุ่มชื่นอยู่เสมอ หาเศษไม้ขอนไม้ หรือทางมะพร้าวมาวางในบ่อ เพื่อให้ปูได้อยู่อาศัยหลบซ่อน จากนั้นเราก็ปล่อยปูนาลงเลี้ยง(หาได้จากธรรมชาติหรือซื้อมาก็ได้) 1 กิโลกรัม/1 บ่อ (อัตราส่วนปูตัวผู้และตัวเมียอย่างละเท่าๆกัน)

อาหารสำหรับเลี้ยงปูนาการให้อาหารโดยใช้อาหารปลาดุกเม็ดเล็กเสริมด้วยข้าวสวยหุงสุกคลุกเคล้าให้เข้ากัน หว่านประมาณ 1 กำมือในช่วงเย็นเนื่องจากปูนาจะออกหากินตอนกลางคืน และหมั่นดูแลบริเวณที่อยู่ของปูให้สะอาดโดยต้องเก็บเศษอาหารที่ปูกินไม่หมดทิ้ง และเก็บปูที่ก้ามหลุดออกเนื่องจากจะส่งผลให้โดนปูตัวอื่นมารุมทำร้ายและตายได้ และหากทิ้งอาหารหรือปูที่ตายไว้นานๆจะเกิดกลิ่นเหม็นเน่าและมีเชื้อราเกิดขึ้นทำให้ปูเกิดโรคได้ง่าย